โยคะ แตกต่าง อย่างไร ?

Share :

โยคะ แตกต่าง อย่างไร ?



     สำหรับใครที่อยาก มีหุ่นที่ดี หน้าท้องแบนราบ ฟิตและเฟริ์ม กระชับสัดส่วน ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเล่นเวทเทรนนิ่งอย่างเดียวเสมอไป เพราะการเล่นโยคะก็สามารถช่วยให้มีหุ่นดีได้เหมือนกัน และยังเป็นการเสริมสร้างสมาธิให้ สงบจิด สงบใจ ได้ดีอีกด้วย ในปัจจุบันนี้เราจึงเห็นได้ว่า ดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงมากมาย นักร้อง และนักกีฬาจำนวนมากที่หุ่นดี ก็จะใช้เวลาไปกับการเล่นโยคะชนิดต่าง ๆ ให้เห็นอยู่บ่อยๆ และการที่แต่ละคนเลือกเล่นโยคะที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วโยคะมีทั้งหมดกี่ประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง วันนี้ทีมงาน Eclipsestudio  ได้ รวบรวมข้อมูล เหล่านี้มา ไขข้อสงสัยมาให้ในบทความนี้แล้ว

 

บิครัมโยคะ หรือโยคะร้อน (Bikram Yoga)

     โยคะร้อน จัดเป็นหนึ่งประเภทของโยคะที่ ผู้คนทั่วไปมักจะรู้จักมากที่สุด แต่ก็ด้วยชื่อที่เรียกอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นเดียวกัน บางคนก็เข้าใจว่าโยคะร้อน นั้นจะต้อง อยู่ในห้องอบซาวน่าร้อนๆ หรือห้องที่มีอุณหภูมิสูงเพื่อที่จะเป็นการรีดไขมันออกจากร่างกาย ซึ่งต้องบอกเลยความเข้าใจก็ ถูกแต่ไม่ทั้งหมด

      เพราะสิ่งที่ถูกต้องก็คือ การเล่นบิครัมโยคะ หรือโยคะร้อน เป็นการฝึกโยคะในห้องที่มีอุณหภูมิสูง (ประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับร่างกาย) เพื่อที่จะทำให้ร่างกายเรานั้นมีความยืดหยุ่นให้สามารถยืดตัวออกได้มากกว่าเดิม และยังช่วยให้เกิดการกระชับสัดส่วนร่างกาย ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตได้เป็นอย่างดี การเล่นโยคะร้อน  สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย หากท่านใดที่ต้องการจะเหยียดกล้ามเนื้อ รวมถึงต้องการปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของความแข็งแรงของร่างกาย เพราะการอยู่ในห้องที่มีความร้อนนาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการหน้ามืดและเป็นลมง่าย แต่ถ้าหากเล่นได้ เพียง 90 นาทีก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้สูงถึง 600 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว

 

อัษฎางค์โยคะ (Ashtanga Yoga)

     อัษฎางค์โยคะ ชนิดนี้จะเน้นที่ความยาก ในการเล่นท่าต่างๆ เราจะเห็นได้บ่อยๆ เช่น การเอาแขนค้ำพื้นไว้แล้วยกขาชี้ขึ้นฟ้า หรือไม่ว่าจะเป็นท่า ใช้ขาพวกที่บ่าตัวเอง  ซึ่งท่านี้คนปกติทั่วไปที่ไม่เคยมาก่อนนับว่ายากเลยที่เดียว ตามหลักของการเล่นอัษฎางค์โยคะ จะเป็นการประสานกระบวนการของร่างกายเข้ากับลมหายใจ และการกำหนดจุดของสายตา
 

     ซึ่งการฝึกโยคะประเภทนี้ ท่าหลักๆในการใช้ฝึกจะมี เพียง 4 ท่า เปลี่ยนแปลงออกไปจะท่าหลักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับท่าที่ใช้ในการฝึกโยคะประเภทนี้ทั้ง 4 ท่า มีชื่อว่าดังนี้

Primary Asana

Intermediate Asana

Advanced A Asana

Advanced B Asana

     โดยจะเป้นการฝึกทตั้งแต่การเริ่มต้นง่ายๆ ไปจนถึงท่ายากสุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อในร่างกาย และต้องการที่จะลดน้ำหนักตัวและขับของเสียออกจากร่างกาย เป็นต้น ฉะนั้นผู้ที่จะฝึกอัษฎางค์โยคะได้ จำเป็นต้องมีทักษะในการเล่นโยคะมานานพอสมควร

 

3.หฐโยคะ (Hatha Yoga)

     ที่มาของประเภทโยคะชนิดนี้อาจจะไม่คุ้นหูมากนะ ซึ่งมีที่มาจากคำว่า "หฐ"  เป็นการผสม 2 คำ เข้าได้กัน โดย หะ มาจาก พลังเย็น ส่วน ฐะ มาจากพลังลบ เมื่อรวมกันแล้วความหมายที่ได้หมายถึง การควบคุมจิตใจและร่างกายสัมพันธ์กัน โดยมีพลังบวก (พลังร้อน) และพลังลบ (พลังเย็น) สำหรับท่าฝึกจะเน้นไปที่ความยืดหยุ่นของร่างกาย พร้อมกับการฝึกลมปราณ เพื่อให้บรรลุไปสู่ความสำเร็จ การฝึกลมปราณ หรือการควบคุมลมหายใจ จะเริ่มเมื่อใกล้หมดชั่วโมงฝึกโดยในระดับการฝึกก็จะมีการแบ่งเป็นระดับขั้นเหมือนกับอัษฎางค์โยคะ สำหรับผู้ที่ฝึกได้ในระดับสูงสุด ผู้ฝึกจะสามารถเข้าฌาณเพื่อให้จิตใจกล้าแกร่งขึ้นได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกความอดทน และค้นหาภายในจิตใจของตัวเอง

 

หยิน โยคะ (Yin Yoga)

     หยิน โยคะ จะมีจุดเด่น คือความนิ่ง นั่นหมายถึงการทำท่าฝึกแล้วค้างทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งก็ถือว่านานมากพอสมควร การค้างท่าทิ้งไว้ในระยะเวลานานขนาดนี้ จะช่วยให้ร่างกายมีการยืดเหยียดได้อย่างดีที่สุด จึงช่วยให้เส้นเอ็น กระดูก กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ในระหว่างการฝึก การเปลี่ยนท่าก่อนที่จะมีการค้างท่านั้น จะต้องทำไปอย่างเนิบช้า เพื่อเป็นการฝึกสมาธิและป้องกันการบาดเจ็บ การฝึกหยิน โยคะ เหมาะสำหรับผู้ที่ใจร้อน (ขั้นหนัก) และต้องการที่จะบำบัดปัญหานี้ด้วยตัวเอง ในช่วงแรก ๆ คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิดและไม่ค่อยจะอดทนกับทุกสิ่งอย่างที่ช้าจนน่าอึดอัด แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปและคุณสามารถปรับตัวได้ ความสงบที่แท้จริงที่อยู่ภายในตัวของคุณจะค่อย ๆ เผยออกมาให้เห็นเอง

 

โยคะธรรมดา (Gentle Yoga)

     สำหรับมือใหม่ หรือผู้เริ่มต้น โยคะชนิดนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว รวมถึงผู้สูงอายุที่มีความประสงค์จะออกกำลังกาย โดยการฝึกจะเน้นเพียงแค่ท่าพื้นฐาน ท่าเบา ๆ เพื่อการปรับตัว ปรับลมหายใจ การเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย ประโยชน์ที่จะได้รับจากการฝึกโยคะธรรมดานี้ ก็คือบรรเทาและรักษาอาการที่ปวดตามข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ถ้าหากฝึกไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น และทำกิจกรรมต่างๆ  ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

     สุดท้ายยนี้ การเล่นโยคะเป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง และรูปแบบแปลกให้ เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย เป็นไปได้เราอยากชวนให้คุณลองฝึกโยคะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป จะช่วยให้ร่างกายของคุณมีการทำงานที่ดีขึ้น ไม่น่าเบื่อเหมือนที่คิด รับรองวันผลลัพท์ที่จะได้คุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน หากต้องการติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เนื้อหาสาระ เกี่ยวกับโยคะ  คลิกที่นี่เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs

Created : 10-07-2019


บทความที่น่าสนใจ

“โยคะ” ช่วยโรคเบาหวาน
ฝึกโยคะ ยามเช้า ด้วยท่า “สุริยนมัสการ”